วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การปรับแต่ง gmail เบื้องต้น


บทความนี้เป็นบทความเริ่มต้นกับรูปแบบใหม่ของ Gmail ซึ่งอยากให้คุณอ่านเพื่อสามารถปรับแต่ง Gmail ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และตอบสนองความต้องการของคุณมากที่สุดอีกด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ gmail ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของบริการใหม่ รวมไปถึง gmail ด้วย ทำให้เมื่อเราเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ของเรา สิ่งที่เราจะพบก็คือปุ่มสำหรับปรับเปลี่ยนไปใช้รูปแบบใหม่ แน่นอนว่าเมื่อ google พัฒนาอะไรใหม่ ๆ ออกมา เราในฐานะผู้ใช้ก็น่าจะต้องปรับเปลี่ยนตาม เนื่องจากเราจะได้ใช้ gmail ที่มีความสามารถมากกว่าเดิมนั่นเอง

หลังจากที่คุณได้เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ของคุณเรียบร้อยแล้ว ให้มองไปที่มุมบนขวามือของหน้าจอ จะเห็นรูปเฟืองปรากฏอยู่ ให้คลิกเมาส์ที่ปุ่มลูกศรสามเหลี่ยมหลังเฟืองดังกล่าว จะได้เมนูตามภาพด้านล่าง ซึ่งในที่นี้ขอยกตัวอย่างเป็นภาษาไทยบ้างแล้วกันครับ

Gmailส่วนแรกที่อยากให้สังเกตคือ เมื่อคุณเข้าสู่ระบบ ภาพรวมที่มองเห็นคือตัวอักษรมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งบางคนอาจไม่ชอบก็เป็นได้ Gmail จึงได้เตรียมเมนูให้เราได้เลือกอยู่ 3 เมนู ประกอบด้วย

- สบาย (สำหรับจอขนาดใหญ่)
- อบอุ่น (สำหรับจอขนาดใหญ่)
- กะทัดรัด

การปรับแต่งทำได้ง่าย ๆ คือคลิกเลือกมุมมองที่ต้องการ แล้วกดปุ่ม F5 ที่คีย์บอร์ด เพื่อ Refresh หน้าจอ รอสักครู่เมื่อ Refresh เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณจะมองเห็นมุมมองที่คุณเลือก

ถัดลงมามีเมนู่ชื่อ เปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์เก่าชั่วคราว ในส่วนนี้หากคุณคลิกเลือก คุณก็จะกลับไปในบัญชี Gmail ของคุณโดยมีรูปร่างหน้าแบบเก่านั่นเอง โดยจะมีหน้าต่าง Confirm ขึ้นมาให้คุณเลือก (ตามภาพถัดไป) คุณเพียงแค่คลิกที่ปุ่ม เปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์เก่าชั่วคราว  Gmail จะ Refresh หน้าจอและเข้าสู่ระบบให้อัตโนมัติ และเมื่อต้องการกลับมาใช้รูปลักษณ์แบบใหม่ก็เพียงแค่คลิกเลือกเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ใหม่ ที่มุมล่างขวามือของหน้าจอ ก็จะสามารถกลับมาใช้รูปลักษณ์ใหม่ของ Gmail ได้เหมือนเดิม



Gmail


วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ลบหลักฐานจากการท่องInternet


        การที่เราท่องไปในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น บางครั้งเราก็ต้องการความเป็นส่วนตัวในข้อมูลของเรา เช่น ข้อมูลที่ต้องมีระบบความปลอดภัยเข้ามาช่วย เป็นต้น ดังนั้นการลบสิ่งที่แสดงว่าเราไปไหนมาบ้างจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อไม่ให้บุคคลอื่นได้รู้ว่าเราไปที่ใด login หรือดาวน์โหลดอะไรจากที่ไหนมา
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะป้องกันไม่ให้คนอื่นสะกดรอยคุณแล้ว ไม่ควรพลาดบทความนี้ ซึ่งเราจะเสนอวิธีการลบร่องรอยจากการท่องอินเตอร์เน็ต
ลบ History
การลบประวัติศาสตร์หรือสมุดบันทึก (Clear History ที่อยู่ในส่วน Internet Option) ที่บันทึกว่าคุณไปท่องเว็บไซต์ไหนมาบ้าง (History) นั้นเป็นสิ่งแรกที่คุณต้องคำนึงถึงเนื่องจากมันจะบันทึกทุก ๆ เว็บเพจที่คุณเข้าไปชม และจะแสดงขึ้นเมื่อคุณกำลังพิมพ์ Address ใน browser วิะีการลบก็เริ่มจาก
ลบ Temporary
การลบเทมโพรารี่ เป็นการลบไฟล์ต่าง ๆ ที่นำมารวมเป็บเว็บเพจซึ่งจะมีไฟล์ประเภทรูปภาพ ไฟล์เว็บเพจต่าง ๆ โดยปกติจะเก็บเอาไว้เพื่อแสดงผลตอน Offline วิธีการลบนั้นสามารถทำต่อจากการลบ History ได้ทันทีคือ ไปคลิกปุ่ม Delete Files… ตรงบริเวณของ Temporary Internet ซึ่งอยู่เหนือ History
ลบ Cookies
คุกกี้นั้นเป็นไฟล์ที่ได้มาจากการเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการจดจำว่า คุณนั้นได้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ล่าสุดเมื่อไหร่ แล้วบ่อยแค่ไหน โดยทั่วไปคุกกี้ก็จะมีวันหมดอายุ แต่ถ้าหากเราอยากจะลบมันออกก่อนอายุ ก็ไม่มีปัญหาครับ โดยการเข้าไปที่ Internet Option แล้วคลิกปุ่ม Delete Cookies
โดยเข้าที่ Internet explorer คลิก Tools > Internet Option > ที่แท็บ General
ที่มา : หนังสือรวมปัญหาการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

คลังความรู้ใหม่ Yahoo! รู้รอบ

      อีกหนึ่งทางออกของนักค้นข้อมูลชาวไทยที่เบื่อการใช้เสิร์ชเอนจิ้น "Yahoo! รู้รอบ" ภาคภาษาไทยของ Yahoo! Answers คือคำตอบของผู้ไม่รู้ความอดทนจำกัดที่ต้องการยิงคำถามแบบโป๊ะเชะตรงใจ และเป็นคำตอบของผู้รู้ใจกว้างที่เต็มใจสานความฝันในการสร้างคลังความรู้ เพื่อคนไทย
       
       คำจำกัดความที่สั้นที่สุดของ Yahoo! รู้รอบคือ คลังความรู้ภาษาไทยที่ใช้การสะสมคำถามและคำตอบไปเรื่อยๆ ยังเป็นเบต้าเวอร์ชั่นหรือเวอร์ชันทดลองอยู่ในขณะนี้ เปิดให้คนไทยทดลองใช้ที่ www.yahoo.co.th/roorob ความสามารถหลักมี 3 จุด หนึ่งคือผู้ไม่รู้สามารถตั้งคำถาม สองคือผู้รู้สามารถตอบคำถาม สามคือผู้ใช้สามารถดูว่าคำถามใดที่กำลังอยู่ระหว่างการถามตอบในขณะนั้นๆ แต่ละจุดปรากฏอยู่ในช่องสี่เหลี่ยม 3 ช่องด้านบนของหน้าเว็บเพจ
       
       หลักการและวิธีการใช้งานทั้งสามความสามารถมีอธิบายไว้ที่ลิงก์ "มันทำงานยังไงนะ?" ในช่อง"ตอบ"ที่อยู่กึ่งกลางด้านบนสุดของหน้าเพจ
       
       ผู้ใช้สามารถค้นหาคำถามได้ใน Yahoo! รู้รอบ ซึ่งช่วยทุ่นเวลาได้มากหากสามารถค้นพบคำถามที่เคยมีการถามมาแล้ว หากไม่มีคำถามที่ต้องการ Yahoo! รู้รอบ จะแสดงผลการสืบค้นจากยาฮูเสิร์ช 5 อันดับแรกประกอบไว้ด้านท้าย สำหรับเวอร์ชั่นทดลอง ฟังก์ชันค้นหาคำถามในส่วนนี้ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากยังสืบค้นคำถามภาษาไทย ไม่ได้ จุดนี้ทีมงานให้คำมั่นว่าจะทุ่มเทพัฒนาฟังก์ชั่นต่างๆอย่างต่อเนื่อง
       
       ถัดจากแถบค้นหา ด้านซ้ายจะเป็นหมวดหมู่ประเภทของคำถามที่เกิดขึ้นใน Yahoo! รู้รอบ 20 กว่าประเภท ด้านขวาบนคือเนื้อหา 5 ส่วนสับเปลี่ยนแสดงสลับกันไป หนึ่งคือบล็อกของทีมงาน เป็นพื้นที่สื่อสารระหว่างทีมงาน Yahoo! ที่คอยดูแล Yahoo! รู้รอบอยู่และกลุ่มผู้ใช้ โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลระเบียบการใช้งานที่ชัดเจน อีกสี่ส่วนที่เหลือถูกตั้งชื่อว่าคำตอบที่ดีที่สุด
       
       ที่ มาของเนื้อหาในส่วนคำตอบที่ดีที่สุดคือ ทุกคำถามที่มีคนถามใน Yahoo! รู้รอบจะมีอายุราว 3-7 วัน เมื่อเริ่มมีผู้รู้มาตอบ แน่นอนว่าเจ้าของคำถามจะเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง คำตอบที่ถูกเลือกจะเป็น Best answer หรือคำตอบที่ดีที่สุดก่อนถูกจัดเก็บเข้าระบบ คำตอบที่ดีที่สุดนี้จะแสดงอีกครั้งเมื่อมีผู้สืบค้น แน่นอนว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะตรงใจผู้สืบค้นรายใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสืบค้นใน Yahoo! จะมีคุณภาพมากกว่าการสืบค้นทั่วไป
       
       สำหรับด้านขวาล่างของเว็บไซต์ คือพื้นที่แสดงรายการคำถามที่ยังรอคำตอบอยู่ ผู้รู้ใจกว้างสามารถคลิกลิงก์ตอบคำถามเพื่อสร้างคลังความรู้ให้กับผู้สนใจ อื่นๆได้ โดยจะมีระบบสะสมแต้มที่ให้กำลังใจผู้ใช้ในการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมแห่ง ความรู้ให้กับเมืองไทย
       
       ว่ากันตามความจริงแล้ว ต้องถือว่า Yahoo! รู้รอบ ไม่ใช่ทางออกแรกของผู้ที่ต้องการเลี่ยงเสิร์ชเอนจิ้น ซึ่งเป็นผู้ที่เบื่อหน่ายกับการเตรียมความพยายามมหาศาลเพื่อคัดกรองสิ่งที่ ต้องการจากลิงก์ผลลัพท์หลายสิบหน้า โดยทางออกที่ผ่านๆมามีทั้งสารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย (Wikipedia) เสิร์ชเอนจิ้นพันธุ์ใหม่อย่างชาช่า (chacha) หรือแม้แต่เว็บบอร์ดกระดานข่าวตามชุมชนออนไลน์ทั่วไป แต่สิ่งที่ Yahoo! รู้รอบเป็นนั้นดูเหมือนว่าจะรวมเอาทุกๆทางออกมาไว้ด้วยกัน
       
       หนึ่ง คือ มีการทำ quick link ไปหาวิกิพีเดียภาษาไทย สองคือมีการผสมเอาการส่งข้อความสนทนาหรือ IM และอีเมลร่วมด้วยเช่นเดียวกับชาช่า เนื่องจากใน Yahoo! รู้รอบมีฟังก์ชั่นที่เชื่อมกันระหว่างผู้ใช้อยู่ ซึ่งผู้ใช้จะเลือกเองได้ว่าจะดูข้อมูลของผู้ใช้รายอื่นหรือไม่ สามารถเลือกให้ระบบอีเมล์แจ้งผู้ใช้เมื่อได้รับคำตอบใหม่ หรืออีเมล์บอกกรณีที่มีผู้ใช้ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการคอนเทคตั้งคำถาม สามคือมีทีมงานคอยดูแลและมีระเบียบของ community หรือชุมชนออนไลน์ที่ชัดเจน ที่สำคัญคือต่างกับการใช้เอนจิ้นหรือชุดโปรแกรมสืบค้นตามเครือข่ายอิน เทอร์เน็ต แต่ใช้คนทั่วไปมาร่วมพลังตอบคำถาม ซึ่งผลลัพท์ที่ได้มีโอกาสเหนือกว่าการเสิร์ชหาในบางกรณี
       
       สถิติจากการสำรวจช่วงปลายปี 2006 Yahoo! Answers มีคำตอบในคลังกว่า 65 ล้านคำตอบ มีคำถามกว่า 7 ล้านคำถาม สถิติสวยงามเช่นนี้น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สร้างความอุ่นใจว่า ภาคภาษาไทยอย่าง Yahoo! รู้รอบจะสามารถสร้างคอนเทนท์คุณภาพขึ้นบนโลกอินเทอร์เน็ตเมืองไทยได้มากยิ่ง กว่าเดิม
       
ที่มา http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=7872

ทำความรู้จัก Web-based


ทำความรู้จัก Web-based

Top web browser

Web-based หมายถึงการทำงานผ่านทางโปรแกรม Browser ซึ่งอาศัยการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต หมายความว่า เพียงแค่เรามีโปรแกรม Browser ไม่ว่าจะเป็น Internet Explorer, FireFox, Safari, Opera หรือแม้กระทั่ง Google Chrome ก็ตาม เราก็สามารถใช้งานโปรแกรม หรือ Applications ใดๆ ก็ได้ โดยโปรแกรมหรือ Applications เหล่านั้น จะติดตั้งบน Server แห่งใดแห่งหนึ่ง หรืออาจติดตั้งในสำนักงานใหญ่ของเรา


ตัวอย่างการใช้งาน Web-based

ตัวอย่างที่เราใช้งานกันบ่อยๆ ก็คือ ระบบอีเมลนั่นเอง โดยเฉพาะกับผู้ใช้งานฟรีอีเมล เช่น Gmail, Yahoo! Mail, Live Mail เป็นต้น คุณสังเกตุหรือไม่ว่า เราไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆ เลย เพียงแค่ใช้โปรแกรม Browser เข้าไปยังลิงค์ของเว็บที่เราต้องการเท่านั้น สำหรับในองค์กรใหญ่ๆ อาจมีการใช้ระบบเมล Microsoft Exchange ซึ่งก็จะมี Web Mail ให้สามารถตรวจสอบอีเมลผ่านหน้าเว็บได้เช่นกัน


Google กับ Web-based

Search Engine ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Google ก็ได้มีบริการการใช้งานผ่าน Web-based ให้แล้ว "Google Docs" คือผลงานของทาง Google ที่ให้บริการจัดทำเอกสารออฟฟิคผ่านทาง Web-based ซึ่งได้รับความนิยมมากพอสมควร นอกจากนี้ยังมีบริการผ่านหน้าเว็บอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบไวรัสแบบออนไลน์ การใช้บริการจัดการฟรีตกแต่งภาพออนไลน์ เป็นต้น
 

Microsoft กับ Web-based

แน่นอนครับ ทาง Microsoft เองก็ได้มีการเข้าร่วมในเทคโนโลยีใหม่นี้เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่า โปรแกรม Microsoft Office ได้มีการเพิ่มความสามารถในการใช้งานผ่านทาง Web-based แล้ว สังเกตุได้จากเวอร์ชั่นใหม่ๆ ของทาง Microsoft Office และโดยเฉพาะกับเวอร์ชั่น Microsoft Office 2010 ซึ่งน่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
 

ข้อดีของเทคโนโลยี Web-based

  • สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ก็คงทำให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลามาติดตั้งโปรแกรม
  • สำหรับผู้ดูแลระบบ (Admin) ยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถควบคุม และอัพเดทโปรแกรมในจุดเดียว
  • ค่าใช้จ่ายของ License และค่าบำรุงรักษา (Maintenance) น่าจะต่ำลง
  • ในส่วนของเครื่องคอมฯ หรือ ฮาร์ดแวร์ ยิ่งน่าจะสามารถใช้คอมฯ ทีมีคุณสมบัติต่ำลงได้ด้วยเช่นกัน
หวังว่าโทคโนโลยี Web-based จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่าย (ซึ่งเป็นความหวังของทุกองค์กร) รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อนนำไปใช้งาน นั่นคือ ความเสถียรในเรื่องการเชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบัน ความเร็วที่ได้รับ ยังคงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ โดยเฉพาะกับผู้ใช้งาน ADSL ตามบ้าน ก็ขอฝากเป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังพัฒนาโปรแกรมสำหรับระบบ Web-based ด้วยก็แล้วกัน..

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Search Engine

ความหมายของ Search Engine
1. Search Engine คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดยกรอก ข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword (คีย์เวิร์ด) เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter แค่นี้ข้อมูลที่เราค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมาย เพื่อให้เราเลือกข้อมูลตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด โดยลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทำการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา  โดยทั่วไป
อ้างอิง: http://www.stou.ac.th/Thai/Offices/Oce/Knowledge/5-51(500)/page1-5-51(500).html
-กิจโสภณ พรรณโภชน์. (2548). เริ่มคลิ๊กอินเทอร์เน็ต. กรุงเทพมหานคร : บาย เนอเจอร์ พับลิชชิ่ง.
-อภิรดี ประดิษฐ์สุวรรณ. (2544, ตุลาคม). “เทคนิคการเข้าถึงข้อมูลด้วย Searc Engine,” วารสารวงการครู. 3 (34)

2.การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่เบ็นจำนวนมาก ถ้าเราเปิดไปทีละหน้าจออาจจะต้องเสียเวลาในการค้นหา และอาจหาข้อมูลที่เราต้องการไม่พบ การที่เราจะค้นหาข้อมูลให้พบอย่างรวดเร็วจะต้องใช้เว็บไซต์สำหรับการค้นหาข้อมูลที่เรียกว่า Seaech Engine  ซึ่งจะทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา (หรือกดปุ่ม Enter) เท่านั้น รอสักครู่ข้อมูลอย่างย่อๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที

3. Search Engine คือเครื่องมือสืบค้นที่มีระบบการทำงานโดยใช้โปรแกรมที่เรียกว่า Spider หรือ Robot ท่องไปในเว็บเพจต่าง ๆ เพื่ออ่านข้อมูลและจัดเก็บเว็บเพจที่พบเข้าสู่ฐานข้อมูล ทำให้ฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่ แสดงผลลัพธ์จากการสืบค้นได้มาก ปัจจุบัน Search Engine ที่ได้ชื่อว่าเก็บข้อมูลได้มากที่สุดเป็นจำนวนกว่า หนึ่งพันล้านเพจ คือ Google
4. Search Engine คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดย กรอก ข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword (คีเวิร์ด) เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter แค่นี้ข้อมูลที่เราค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมายก่ายกอง เพื่อให้เราเลือกข้อมูลที่เราโดนใจที่สุดเอามาใช้ งาน โดยลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทำการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา
5. Search Engine คือ ระบบที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆไว้ และให้บริการผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในการค้นหาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคำหรือวลีที่ต้องการ
 Search Engine ตามความหมายของนักศึกษา
Search Engine คือ เครื่องมือการสืบค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ง่ายต่อการสืบค้นข้อมูลที่เราต้องการ ซึ่งก็มีทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่น ๆ ก็แล้วแต่ลิงค์ที่เราค้นหาหรือผู้ให้บริการแต่ละราย โดยการกรอกข้อมูลที่เราต้องการค้นหา เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter ข้อมูลที่เราต้องการก็จะแสดงออกมา และการค้นหาข้อมูลก็มีเทคนิคต่างๆมากมายเพื่อง่ายต่อการค้นหามากขึ้น เช่น การใช้ AND หรือ OR เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พื้นฐาน HTML



ภาษา HTML คืออะไร

HTML (Hyper Text Markup Language) เป็นภาษาพื้นฐาน หรือภาษาต้นตำหรับที่ใช้ในการพัฒนา web page ภาษาหนึ่ง (นอกเหนือจาก PHP, ASP เป็นต้น) เพื่อให้โปรแกรม web brower ต่างๆ (Internet Explorer, FireFox, Opera) สามารถแปลงคำสั่ง แสดงผลในลักษณะของรูปภาพ ตัวอักษร เสียง ภาพเคลื่อนไหว โดยไฟล์ที่สร้างจะมีนามสกุล .html หรือ .htm การสร้างและแก้ไขสามารถใช้โปรแกรม NotePad, WordPad ในวินโดวส์ ลักษณะของไฟล์จะเป็น Text ไฟล์ธรรมดา
ตัวอย่างโครงสร้างภาษา HTML
<HTML>
<HEAD>
<TITLE> โปรแกรมแรกของดิฉัน </TITLE>
</HEAD>
<BODY>


<!-- สำหรับใส่ข้อความที่ช่วยในการอธิบาย การเขียนคำสั่ง //-->
Sawasdee ค่ะ นี่คือ Web Page แรกของดิฉัน
</BODY>
</HTML>
หมายเหตุ :- ตัวหนังสือสีแดง คือคำสั่งในภาษา HTML


จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า แต่ละคำสั่งจะอยู่ในเครื่องหมาย "< >" ซึ่งเราเรียกว่า แทก "TAG" แต่ละคำสั่งจะเป็นการบอกจุดเริ่มต้นของคำสั่ง และจุดสิ้นสุดของคำสั่งจะมีสัญลักษณ์ "</ >"
  • <HTML> </HTML> - หมายถึง คำสั่งที่ใช้กำหนดว่าเป็นเอกสาร HTML (คำสั่งนี้จะอยู่ตอนบนสุดและล่างสุดของไฟล์)
  • <HEAD> </HEAD> - หมายถึง คำสั่งที่ใช้กำหนดว่าชื่อเรื่องของไฟล์ HTML
  • <TITLE> </TITLE> - หมายถึง คำสั่งที่ใช้กำหนดว่าชื่อของเอกสาร (คำสั่งนี้จะอยู่ระหว่างคำสั่ง HEAD)
  • <BODY> </BODY> - หมายถึง คำสั่งที่ใช้กำหนดว่าเป็นส่วนของรายละเอียด (คำสั่งนี้จะอยู่หลังคำสั่ง HEAD)
หลังจากนั้นเวลาบันทึก ให้เลือกเมนู File เลือก Save เลือกตั้งชื่อไฟล์ ซึ่งชื่อไฟล์หลักของ Web Page มักจะใช้ชื่อว่า index.html หรือ index.htm หลังจากสร้างเสร็จแล้ว เราสามารถสั่งรันโดยใช้โปรแกรม Microsoft Internet Explorer ซึ่งมีมาพร้อมกับ Windows ทุกเวอร์ชั่นได้
First web page


ทริปแปลงไฟล์ PHP มาเป็น HTML



คุณต้องการแปลงไฟล์ PHP บนเว็บของคุณ เป็น HTML หรือเปล่า

เนื่องจากข้อจำกัดของ PHP คือ จะต้องใช้ Web Server ที่รองรับ PHP เท่านั้น และการประมวลผลก็จำเป็นต้องทำงานในฝั่งของ Server เอง ซึ่งทำให้ซีพียูทำงานหนักขึ้น?ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่อาจไม่ทราบเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม Webmaster บางคนอาจมีความต้องการที่สร้างแปลงไฟล์ PHP เป็น HTML ทั้งนี้ อาจสืบเนื่องมาจาก ไม่เข้าใจภาษา PHP อย่างแท้จริง หรืออาจเป็นเพราะต้องการให้ง่ายในการจัดการและแก้ไข

วันนี้เราสามารถแปลงไฟล์ PHP เป็น HTML ได้ด้วยตัวเอง

เคล็ดลับง่ายๆ คือ ให้คุณเปิดเว็บไซต์ที่เขียนด้วย PHP และต้องการแปลงไฟล์เป็น HTML ด้วย Microsoft Internet Explorer จากนั้นให้คุณทำตามขั้นตอนดังนี้?
  1. คลิกเมนู File
  2. คลิกหัวข้อ Save As
  3. เลือกหัวข้อ Web Page, Complete (*.htm; *.html)
  4. รอสักครู่ โปรแกรมจะทำการ Save รวมทั้งไฟล์รูปภาพบนหน้าเว็บด้วยครับ

ข้อจำกัดของการแปลงไฟล์ PHP เป็น HTML

  • ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่สมบูรณ์ 100%
  • การแปลงหน้าเว็บที่มี JavaScripts? หรือมีฟอร์มเมล สามารถแปลงได้ แต่อาจไม่สามารถใช้งานได้
แค่นี้คุณก็สามารถแปลงไฟล์เป็น HMTL ได้แล้วครับ แต่หน้าเว็บที่ต้องการแปลง ควรเป็นหน้าเว็บที่เป็นแบบคงที่ หรือ Static Web (หน้าเว็บที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล)


ที่มาhttp://www.it-guides.com/create-website/html-basic

รู้จักการใช้งานอินเตอร์เน็ต


เริ่มต้นการใช้งานอินเตอร์เน็ต

  1. ทำความรู้จักโปรแกรมในการท่องโลกอินเตอร์เน็ต
    • เริ่มต้นต้องรู้จักโปรแกรมที่ใช้ในการท่องโลกอินเตอร์เน็ตกันก่อน โดยเฉพาะกับโปรแกรม Windows Internet Explorer มีสัญลักษณ์โลโก้เป็นตัวอักษร "e"?ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานในการใช้งาน และโปรแกรมนี้มีมาพร้อมกับ Windows อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไป download มาจากที่ไหน ยกเว้นแต่ต้องการทดลองใช้โปรแกรมอื่นๆ หรือ upgrade เท่านั้น
    • Mozilla FireFox? อีกหนึ่งโปรแกรมสำหรับท่องอินเตอร์เน็ต สามารถ download และใช้งานได้ฟรี เช่นเดียวกันกับ Windows Internet Explorer จุดเด่นของโปรแกรมนี้อยู่ที่ความเร็วในการใช้งาน หรือเข้าเว็บไซต์?แถมมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงมากด้วย
    • โปรแกรมอื่นๆ ได้แก่ Opera, Google Chrome, Safari, Plawan (ของคนไทย) เป็นต้น
  2. ทำความรู้จัก "ลิงค์"?
    • ลิงค์ก็คือการเชื่อมโยงข้อความจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง (หรืออาจเป็นหน้าเดียวกันก็ได้)? จะสังเกตได้ว่ามีลิงค์ตรงไหน ให้ลองเลื่อนเม้าส์ไปวางใกล้ๆ ข้อความ ถ้าสัญลักษณ์ของเม้าส์ เปลี่ยนจาก "ลูกศร" เป็น "รูปมือ" แสดงว่าเป็นลิงค์ ให้คลิกได้เลย? บางเว็บก็แสดงขีดเส้นใต้ให้ด้วย
    • ลิงค์สามารถใช้รูปภาพแทนได้ ลองวางเม้าส์เหนือรูปภาพ ถ้าสัญลักษณ์ของเม้าส์ เปลี่ยนจาก "ลูกศร" เป็น "รูปมือ"? ก็แสดงว่าเป็นลิงค์เหมือนกัน
    • ลิงค์สามารถใช้รูปภาพเคลื่อนไหว (เช่น Flash Animation เป็นต้น) แทนได้ ลองวางเม้าส์เหนือรูปภาพ ถ้าสัญลักษณ์ของเม้าส์ เปลี่ยนจาก "ลูกศร" เป็น "รูปมือ"? ก็แสดงว่าเป็นลิงค์เหมือนกัน
  3. บันทึกรูปภาพบนอินเตอร์เน็ต
    • ถ้าต้องการรูปภาพบนอินเตอร์เน็ต บางเว็บไซต์ก็อนุญาตให้บันทึก หรือ Save ได้ แต่บางเว็บก็ไม่อนุญาต? โดยทั่วไปเราสามารถบันทึกภาพจากอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ เพียงคลิกขวาเหนือรูปภาพ จากนั้นคลิกเลือก Save As หรือ Save Picture As จากนั้นก็เลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการจัดเก็บรูปภาพ
    • รูปภาพเคลื่อนไหว มีได้หลายประเภท?ตัวอย่างเช่น
      • GIF สามารถบันทึกภาพได้เช่นเดียวกับรูปภาพปกติ
      • Flash Animation ไม่สามารถบันทึกได้ด้วยวิธีปกติ ต้องเข้าไปดูทีโฟลเดอร์ Temporary Internet Files และเลือกไฟล์ที่เราต้องการ ไฟล์จะมีนามสกุล .SWF
      • ไฟล์วีดีโอ เช่น FLV เป็นต้น โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ YouTube.com ที่ให้บริการข้อมูลภาพวีดีโอ ถ้าต้องการบันทึก ต้องใช้โปรแกรมพิเศษช่วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก? เทคนิคการ save ไฟล์วีดีโอจาก YouTube
    • รูปภาพ?Lock ปกติหลายๆ เว็บมีการเขียนโปรแกรมป้องกันการคลิกขวา แต่ความเป็นจริงแล้ว เราสามารคลิกปุ่ม PrtScr (Print Screen) จากแป้นพิมพืได้ ดังนั้น lock ไม่อยู่แน่นอน
  4. เปิดเว็บมากกว่าหนึ่งเว็บพร้อมกัน
    • เราสามารถเปิดเว็บมากกว่าหนึ่งเว็บพร้อมๆ กันได้ เพราะบางครั้งเว็บที่เราเข้าไป ยังโหลดข้อมูลไม่เสร็จ ดังนั้น เพื่อไม่เสียเวลา ลองเข้าไปดูอีกเว็บหนึ่งได้ สำหรับผู้ใช้งาน Windows Internet Explorer เวอร์ชั่นใหม่ จะมีความสามารถในการแสดงเว็บมากกว่าหนึ่งเว็บที่แสดงบนแท็ป ลองทดสอบโดยการคลิกเมนู File เลือก New Tab (ถ้ามี) จากนั้นให้พิมพ์ชื่อเว็บใหม่ที่ต้องการ
  5. ค้นหาเว็บทั่วโลก
    • เราสามารถใช้เว็บที่ให้บริการค้นหาเว็บทั่วโลกได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นกับความต้องการค้นหาข้อมูลของเราว่า ต้องการแบบไหน
      • Web Search Engine เว็บที่ให้บริการค้นหาโดยเฉพาะ เพียงแค่พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องค้นหา เช่น คำว่า "ไอที", "ฟรีแวร์" เป็นต้น คำเหล่านี้เราเรียกว่า Keyword และคลิกค้นหา แค่นี้เว็บนั้นๆ ก็จะแสดงรายชื่อของเว็บที่มีความเกี่ยวข้องกับ keyword ที่เราค้นหาให้? ตัวอย่างเว็บ Web Search Engine ระดับโลกได้แก่ www.google.comwww.bing.comwww.yahoo.comเป็นต้น
      • Web Directory หมายถึงเว็บที่มีจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่ไว้แล้ว เช่น หมวดคอมพิวเตอร์ หมวดท่องเที่ยว หมวดการศึกษา เป็นต้น ทำให้เราสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่คลิกเลือกเว็บที่ต้องการเท่านั้น? ตัวอย่างเว็บ ได้แก่ www.sanook.com,www.kapook.com เป็นต้น
  6. Download โปรแกรมและข้อมูล
    • อีกหนึ่งบริการจากเว็บไซต์ที่เราเข้าถึง บางเว็บไซต์อาจมีบริการแจกฟรีโปรแกรม แจกรูปภาพ หรือจากวีดีโอ ซึ่งเราสามารถคลิกไฟล์เหล่านั้นได้ทันที ปกติ จะมี หน้าต่างแสดงรายละเอียดให้เรา download และคลิกและรอให้ download ข้อมูลจนเสร็จก่อนใช้งาน
    • ถ้าต้องการให้ download ได้เร็วสุดๆ นอกเหนือจากการซื้อ Internet Speed สูงๆ แล้ว เราจำเป็นต้องใช้โปรแกรมช่วยประเภท Download Manager สนใจอ่านรายละเอียดได้ที่ รวมมิตรโปรแกรมช่วย download ให้เร็วขึ้น
  7. ดูหนัง ฟังเพลง
    • ไม่พูดไม่ได้เลย เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีการพักผ่อนโดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวช่วย เราสามารถเข้าเว็บไซต์ที่ให้บริการดูหนัง ฟังเพลงออนไลน์ ได้ ไม่ว่าจะเป็น www.SiamTv.infowww.Youtube.com หรือ ค่ายเพลงดังๆ ของไทย เช่น GMM www.gmember.com เป็นต้น    


      ที่มา 
      http://www.it-guides.com/index.php/training-a-tutorial/internet-email/609-how-to-use-internet

อินเทอร์เน็ต คือ ?


    อินเทอร์เน็ต คืออะไร
          อินเทอร์เน็ต(Internet) คือ เครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายขนาดเล็กมากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวทั้งโลก หรือเครือข่ายสื่อสาร ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามาในเครือข่าย สำหรับคำว่า internet หากแยกศัพท์จะได้มา 2 คำ คือ คำว่า Inter และคำว่า net ซึ่ง Inter หมายถึงระหว่าง หรือท่ามกลาง และคำว่า Net มาจากคำว่า Network หรือเครือข่าย เมื่อนำความหมายของทั้ง 2 คำมารวมกัน จึงแปลว่า การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย
    IP (Internet protocal) Addressคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อกันใน internet ต้องมี IP ประจำเครื่อง ซึ่ง IP นี้มีผู้รับผิดชอบคือ IANA (Internet assigned number authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ควบคุมดูแล IPV4 ทั่วโลก เป็น Public address ที่ไม่ซ้ำกันเลยในโลกใบนี้ การดูแลจะแยกออกไปตามภูมิภาคต่าง ๆ สำหรับทวีปเอเชียคือ APNIC (Asia pacific network information center) แต่การขอ IP address ตรง ๆ จาก APNIC ดูจะไม่เหมาะนัก เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เชื่อมต่อด้วย Router ซึ่งทำหน้าที่บอกเส้นทางถ้าท่านมีเครือข่ายของตนเองที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ควรขอ IP address จาก ISP (Internet Service Provider) เพื่อขอเชื่อมต่อเครือข่ายผ่าน ISP และผู้ให้บริการก็จะคิดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อตามความเร็วที่ท่านต้องการ เรียกว่า Bandwidth เช่น 2 Mbps แต่ถ้าท่านอยู่ตามบ้าน และใช้สายโทรศัพท์พื้นฐาน ก็จะได้ความเร็วในปัจจุบันไม่เกิน 56 Kbps ซึ่งเป็น speed ของ MODEM ในปัจจุบัน
    IP address คือเลข 4 ชุด หรือ 4 Byte เช่น 203.158.197.2 หรือ 202.29.78.12 เป็นต้น แต่ถ้าเป็นสถาบันการศึกษาโดยทั่วไปจะได้ IP มา 1 Class C เพื่อแจกจ่ายให้กับ Host ในองค์กรได้ใช้ IP จริงได้ถึง 254 เครื่อง เช่น 203.159.197.0 ถึง 203.159.197.255 แต่ IP แรก และ IP สุดท้ายจะไม่ถูกนำมาใช้ จึงเหลือ IP ให้ใช้ได้จริงเพียง 254 หมายเลข 
    1 Class C หมายถึง Subnet mask เป็น 255.255.255.0 และแจก IP จริงในองค์กรได้สูงสุด 254 
    1 Class B หมายถึง Subnet mask เป็น 255.255.0.0 และแจก IP จริงในองค์กรได้สูงสุด 66,534 
    1 Class A หมายถึง Subnet mask เป็น 255.0.0.0 และแจก IP จริงในองค์กรได้สูงสุด 16,777,214
     ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต

      1. เป็นแหล่งข้อมูลที่ลึก และกว้าง เพราะข้อมูลถูกสร้างได้ง่าย แม้นักเรียน หรือผู้สูงอายุก็สร้างได้
      2. เป็นแหล่งรับ หรือส่งข่าวสาร ได้หลายรูปแบบ เช่น mail, board, icq, irc, sms หรือ web เป็นต้น
      3. เป็นแหล่งให้ความบันเทิง เช่น เกม ภาพยนตร์ ข่าว หรือห้องสะสมภาพ เป็นต้น
      4. เป็นช่องทางสำหรับทำธุรกิจ สะดวกทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย เช่น e-commerce หรือบริการโอนเงิน เป็นต้น
      5. ใช้แทน หรือเสริมสื่อที่ใช้ติดต่อสื่อสาร ในปัจจุบัน โดยเสียค่าใช้จ่าย และเวลาที่ลดลง
      6. เป็นช่องทางสำหรับประชาสัมพันธ์สินค้า บริการ หรือองค์กร


      ที่มา
                              http://www.thaiall.com/internet/internet02.htm

ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต


ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต


     ประวัติในระดับนานาชาติ

    - อินเทอร์เน็ต เป็นโครงการของ ARPAnet(Advanced Research Projects Agency Network) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2503(ค.ศ.1960)
    - พ.ศ.2512(ค.ศ.1969) ARPA ได้รับทุนสนันสนุน จากหลายฝ่าย ซึ่งหนึ่งในผู้สนับสนุนก็คือ Edward Kenedy และเปลี่ยนชื่อจาก ARPA เป็น DARPA(Defense Advanced Research Projects Agency) พร้อมเปลี่ยนแปลงนโยบายบางอย่าง และในปีพ.ศ.2512 นี้เองได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์จาก 4 แห่งเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลองแอนเจลิส สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตาบาร์บารา และมหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปีพ.ศ.2518(ค.ศ.1975) จึงเปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายใช้งานจริง ซึ่ง DARPA ได้โอนหน้าที่รับผิดชอบให้แก่ หน่วยงานการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ(Defense Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบัน Internet มีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก IAB(Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ใน Internet IETF(Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับ Internet ซึ่งเป็นการทำงานโดยอาสาสมัคร ทั้งสิ้น
    - พ.ศ.2526(ค.ศ.1983) DARPA ตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ทำให้เป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย Internet จนกระทั่งปัจจุบัน จึงสังเกตได้ว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพิ่ม TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คือข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ทุก platform และสื่อสารกันได้ถูกต้อง
    - การกำหนดชื่อโดเมน(Domain Name System) มีขึ้นเมื่อ พ.ศ.2529(ค.ศ.1986) เพื่อสร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย(Distribution database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ หรือไม่ ที่ www.thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของเว็บที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด เป็นต้น
    - DARPA ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลระบบ internet เรื่อยมาจนถึง พ.ศ.2533(ค.ศ.1990) และให้ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ(National Science Foundation - NSF) เข้ามาดูแลแทนร่วม กับอีกหลายหน่วยงาน
    - ในความเป็นจริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ internet และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ต่าง ๆ ผู้ตัดสินว่าสิ่งไหนดี มาตรฐานไหนจะได้รับการยอมรับ คือ ผู้ใช้ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ที่ได้ทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้น และจะใช้ต่อไปหรือไม่เท่านั้น ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้นฐานของระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain name ก็จะต้องยึดตามนั้นต่อไป เพราะ Internet เป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การจะเปลี่ยนแปลงระบบพื้นฐาน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก 
     ประวัติความเป็นมาอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
    - อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ.2530(ค.ศ.1987) โดยการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(http://www.psu.ac.th)และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (http://www.ait.ac.th) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย(http://www.unimelb.edu.au) แต่ครั้งนั้นยังเป็นการเชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ (Dial-up line) ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้า และไม่เสถียร จนกระทั่ง ธันวาคม ปีพ.ศ.2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย 6 แห่ง เข้าด้วยกัน (Chula, Thammasat, AIT, Prince of Songkla, Kasetsart and NECTEC) โดยเรียกเครือข่ายนี้ว่า ไทยสาร(http://www.thaisarn.net.th) และขยายออกไปในวงการศึกษา หรือไม่ก็การวิจัย การขยายตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2537 มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมถึง 27 สถาบัน และความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตของเอกชนมีมากขึ้น การสื่อสารแห่งประเทศไทย (http://www.cat.or.th) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน สามารถเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP - Internet Service Provider) และเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไป สามารถเชื่อมต่อ Internet ผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย